ประสิทธิภาพของสมุนไพรขิงในการบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน

ประสิทธิภาพของสมุนไพรขิงในการบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน

         ขิง (ginger) เป็นพืชอยู่ในวงศ์ Zingiberaceae มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ Zingiber officinale Roscoe เป็นสมุนไพรที่มีกลิ่นฉุน และมีรสเผ็ดร้อน มีการใช้อย่างกว้างขวาง ขิงมีสรรพคุณเป็นยาทั้งในตำรับยาไทย, จีน และ แพทย์อายุรเวท โดยเหง้าของขิงแก่ มีคุณสมบัติเป็นยาขับลม ลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน แก้ท้องผูก เหงือก อักเสบ แก้ไอขับเสมหะ บรรเทาข้ออักเสบ รักษาอาการปวดศีรษะ รวมทั้งช่วยกระตุ้นการอยากอาหาร โดยสาร สำคัญจากการสกัดเหง้าขิงแก่ที่มีประสิทธิภาพในการลดการการคลื่นไส้ อาเจียน คือ 6-gingerol และ 6-shogoal มีฤทธิ์ยับยั้งที่ serotonin  (5-HT3) receptor และมีคุณสมบัติเป็น anti-neurokininergic activity ซึ่งเป็นกลไกหลักในพยาธิสรีรวิทยาของอาการคลื่นไส้อาเจียน จากการรวบรวมรายงานผลการศึกษาทางคลินิก พบว่าเหง้าขิงแก่สามารถลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ในหญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีอาการเมารถ เมาเรือ และในผู้ป่วยที่เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน หลังการผ่าตัด นอกจากนี้ ยังสามารถลดภาวะข้ออักเสบ ปวดศีรษะไมเกรนและสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยในระยะยาว ฤทธิ์ในการต้านการคลื่นไส้อาเจียนของสารสกัดขิง ทำให้มีการศึกษากลไกการออกฤทธิ์ของ gingerol และ shogoal ต่อการต้านอาการคลื่นไส้อาเจียน และความปลอดภัยในการใช้ทั้งในเซลล์เพาะเลี้ยง ในสัตว์ทดลอง และในมนุษย์ โดยพบว่า gingerol และ shogoal สามารถกระตุ้น การหลั่งน้ำลาย น้ำดี น้ำย่อย จากกระเพาะอาหาร เพิ่มความตึงตัวของกล้ามเนื้อในทางเดินอาหาร (tone of the intestinal muscle) และเพิ่มการบีบตัวของกระเพาะอาหาร (peristalsis) ทำให้เพิ่มการเคลื่อนไหวของลำไส้ (increasing gastric motility) เพิ่ม gastric emptying จึงสามารถลดการไหลย้อนกลับของอาหารได้
 ผลการศีกษาในมนุษย์ (Clinical trial)
          Zick และคณะ ทำการศึกษาเภสัชจลนศาสตร์ และความปลอดภัยของสารสกัดขิงในอาสาสมัคร สุขภาพดีซึ่งใช้ขิงผงแคปซูลขนาดเม็ดละ 250 มก. ที่อ้างอิงปริมาณสารสำคัญเป็น gingerols 5% (ginger extract standardized to 5% gingerols) ซึ่งประกอบด้วย 6-Gingerol 2.15%, 8-Gingerol 0.72%, 10-Gingerol 1.78% และ 6-Shogaol 0.37% ให้อาสาสมัครรับประทานในขนาดต่างๆกัน คือ 100, 250, 500, 1000, 1500, 2000 mg ครั้งเดียว และทำการเจาะเลือดก่อนและหลังรับประทาน ณ เวลาที่ 0, 15, 30, 45, นาที 1, 2, 4, 6, 10, 24, 48 และ 72 ชั่วโมง พบว่า กลุ่มอาสาสมัครที่ใช้สารสกัดขิงในขนาด 1000, 1500, และ 2000 มก. เท่านั้นที่พบระดับยาในเลือดโดยไม่พบสารรูปอิสระ (free form) ในพลาสมา พบเฉพาะสารที่อยู่ในรูป Glucuronide และ sulfate conjugates แสดงให้เห็นว่า Gingerol และ Shogaol ถูกดูดซึมอย่างรวดเร็ว และผ่านขบวนการเมทาบอลิซึมบริเวณตับ และ ทางเดินอาหาร หลังรับประทาน 30 นาที โดยที่ Glucuronide conjugates เป็น major metabolites ระยะเวลาที่ระดับยาในเลือดสูงสุด (Tmax) คือ 45-120 นาที และถูกกำจัดอย่างสมบูรณ์ที่ 4 ขั่วโมง ส่วนในด้านความปลอดภัยไม่พบอาการข้างเคียงที่มากกว่า เกรด 1 ตาม The National Cancer Institute Common Toxicity Criteria (version 2) ส่วนใหญ่เป็นอาการที่เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร คือ เรอเปรี้ยว (eructation), แสบร้อนที่ยอดอก (heart burn), อาหารไม่ย่อย (indigestion) ซึ่งเมื่อพิจารณาสถิติการเกิดอาการข้างเคียงทางเดินอาหาร พบว่า กลุ่มที่ใช้ขนาด 1000 มก. มีเปอร์เซ็นต์การเกิดน้อยกว่า 2000 และ 1500 มก. ตามลำดับ (ร้อยละ 16.6, ร้อยละ 44.4 และ ร้อยละ 66.6 ตามลำดับ)
          Ryan และคณะ ใช้ขิงแคปซูลที่อ้างอิงปริมาณของสารประกอบ gingerols, zingerone และ shogaol ในปริมาณ 1.5% w/w ขนาดเม็ดละ 250 มก. ทำการศึกษาประสิทธิผลของขิงในการป้องกัน หรือลดอาการคลื่นไส้อาเจียนจากยาเคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็งที่เคยมีอาการคลื่นไส้อาเจียน จากยาเคมีบำบัด พบว่าการใช้ขิงในขนาด 500 มก. 1 กรัม และ 2 กรัม ร่วมกับยาป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียนมาตรฐานก่อนได้รับยาเคมีบำบัด 3 วัน และ ขณะได้รับยาเคมีบำบัด 3 วันแรก สามารถช่วยลดอาการคลื่นไส้ที่เกิดจากยาเคมีบำบัด ในวันแรกของการให้ยาเคมีบำบัดได้มากกว่าการใช้ยาป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียนมาตรฐานเพียงอย่างเดียว อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยพบว่าขิงในขนาด 500 มก. และ 1 กรัม สามารถลดอาการคลื่นไส้ได้มากที่สุด คือสามารถลดได้ ร้อยละ 40
          Sripramote และคณะ ทำการทดลองแบบ Randomized double-blind เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิ ภาพของขิงที่ใช้เป็นยาลดอาการคลื่นไส้อาเจียนในหญิงตั้งครรภ์ โดยให้ขนาด 500 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง และ วิตามินบี6 10 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง ในหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ไม่เกิน 17 สัปดาห์ จำนวน 128 คน เป็นเวลา 3 วัน โดยการประเมินภาวะคลื่นไส้อาเจียนจาก visual analog scale (VAS) พบว่าขิงและวิตามินบี6  มีประสิทธิภาพในการลดความรุนแรงของอาการคลื่นไส้อาเจียน และลดอุบัติการณ์การเกิดคลื่นไส้อาเจียนในหญิงตั้งครรภ์ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตามกลุ่มที่ได้รับขิงพบอาการข้างเคียง เช่น อาการง่วงซึม แสบร้อนหน้าอก (heart burn) และปากแห้ง แต่อาการดังกล่าว ไม่มีนัยสำคัญทางคลินิก
          Therkleson ทำการศึกษาและอธิบายผลของการใช้ขิงอัดเม็ดในผู้ป่วยโรคข้อเสื่อม (osteoarthritis)
จำนวน 10 คน เป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปีอย่างต่อเนื่อง พบว่าผู้ป่วยมีกลุ่มอาการเหล่านี้เกิดขึ้น เช่น มีสมาธิดีขึ้น ผ่อนคลาย มองโลกในแง่ดี รู้สึกมีกำลัง รู้สึกสบายใจและทนต่อความเจ็บปวด เคลื่อนไหวได้สะดวกมากขึ้น เป็นผลมาจากฤทธิ์ของขิงในการกระตุ้นการไหลเวียน แก้ปวด และต้านการอักเสบ ซึ่งอาจแนะนำให้มีการใช้ขิงร่วมด้วยในการรักษาแบบองค์รวม ในผู้ป่วยโรคข้อเสื่อม
          การศึกษาเกี่ยวกับอาการข้างเคียงจากขิงในมนุษย์ โดย Chrubasik และคณะ พบว่า การใช้ขิงในอาสาสมัครปกติ 12 คน ขนาด 1200 มก.ต่อวัน เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ไม่พบอาการข้างเคียงที่รุนแรง มีเพียง 1 รายที่มีอาการท้องเสียใน 2 วันแรก นอกจากนี้ Arfeen และคณะ รายงานว่า ขิงอาจเป็นสาเหตุให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอก และมีลมในกระเพาะอาหาร (bloating) ที่มีระดับความรุนแรงน้อยได้ Desai และคณะ พบว่า หากการรับประทานขิงที่มีขนาดสูงถึง 6 กรัม เป็นสาเหตุทำให้เกิดการหลุดลอกของเยื่อบุทางเดินอาหาร ระคายเคืองกระเพาะอาหาร และทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ ดังนั้นจึงมีข้อแนะนำว่า หากต้องการรับ ประทานขิง ในขณะท้องว่างต้องใช้ ขนาดน้อยกว่า 6 กรัม นอกจากนี้ Van Toorenenbergen และ Dieges ได้รายงานว่า พบการเกิดการแพ้จากการได้รับฝุ่นขิงได้ด้วย
         
( เรียบเรียงโดย ผศ.ดร.สุภัสร์ สุบงกช สาขาวิชาเภสัชกรรมคลินิก คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น)



ความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความ ท่านมีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้อย่างไร กรุณากดปุ่มแสดงความคิดเห็นครับ